ความลับของศักดิ์สิทธิ์

posted on 20 Jun 2013 22:44 by ohmsiri directory Fiction, Idea
 
 
 
 

เพราะเสียงกระหน่ำยิงหมายมั่นปั้นมือจากนักเลงวัยรุ่นย่านวัดดงมูลเหล็กที่หวังจะกำจัดอริผู้สูงวัยที่ทิ้งช่องว่างของอายุห่างกันนับสิบปี ผู้คนย่านตลาดพรานนกต่างวิ่งหนีกันอลหม่าน แม่ค้าขายผักผลไม้ พ่อค้าขายหมู ต่างก็วิ่งทิ้งร้านของตัวเองออกไปคนละทิศคนละทาง เช่นเดียวกันกับเฮียหมูเจ้าของร้านพระในตรอกเล็กๆ ที่วิ่งหนีเอาชีวิตรอดจากคมกระสุนหลายนัดที่ถูกไล่กระหน่ำยิงเกือบระยะประชิดตัว ตลาดพรานนกกลายเป็นป่าช้าไปอย่างรวดเร็วเมื่อเสียงปืนสิ้นสุดลงไปพร้อมกับความเสียหายของร้านขายของบางร้านที่โดนผู้คนวิ่งชนกันให้เละเทะไปหมด

                ตลาดพรานนกกลายเป็นพื้นที่ที่คนเล่นพระนิยมเดินกันมากกว่าแต่ก่อนแบบผิดหูผิดตา จนขนาดเซียนพระย่านท่าพระจันทร์ยังบ่นว่าผู้คนมาเดินท่าพระจันทร์น้อยลงจากอิทธิพลของร้านเฮียหมู

                จากตรอกซอยเล็กๆ ในตลาดพรานนกที่มีเก้าอี้พลาสติกสีแดงและโต๊ะโครงเหล็กขนาดสี่เหลี่ยมผืนผ้าตั้งเอาไว้พร้อมกับตู้และกล่องขนาดเล็กพร้อมกับป้ายที่ติดเอาไว้ว่ารับเหลียมกรอบพระและเช่าพระได้ขยายใหญ่ตั้งอยู่ในพื้นที่สองคูหาภายในระยะเวลาไม่กี่ปี ทองเส้นใหญ่ถูกคล้องอยู่ที่คอของบุคคลที่ลูกค้าและเซียนพระทั้งหลายต่างเรียกว่า เฮียหมูบ้าง เสี่ยหมูบ้าง ความเป็นอยู่ของเฮียหมูดูดีขึ้นมากกว่าแต่ก่อน ทุกอย่างได้เปลี่ยนไปหลังจากที่เขารอดชีวิตมาจากเหตุการณ์ถูกกระหน่ำยิงในช่วงบ่ายในตลาดพรานนกของวันนั้น

                นิตยสารเกี่ยวกับพระแทบจะทุกฉบับจะต้องเข้ามาขอสัมภาษณ์เพื่อสอบถามตลาดพระและพระที่เฮียหมูห้อยอยู่ในปัจจุบันและไม่วายที่จะขอล้วงลึกถึงเหตุการณ์วันนั้นที่เขารอดตายจากการถูกยิงในระยะประชิดหลายนัด พร้อมกับสายตาของคนในตลาดหลายสิบคู่ที่พร้อมจะดูวิญญาณของเขาหลุดออกจากร่าง

                “เฮียเคยสักอะไรไว้หรือเปล่าครับ”

                 คำถามของน้องคนหนึ่งถามพร้อมกับเครื่องอัดเสียงขนาดเล็กพร้อมกับสมุดและปากกาที่ถืออยู่ในมือ

                “ผมไม่เคยสักหรอกและก็ไม่ชอบสักด้วย เพราะบ้านผมไม่ชอบให้ลูกหลานมีรอยสักบนตัว ผู้ใหญ่เขามองว่าเหมือนพวกจับกัง แต่พอโตมาเพื่อนผมในวงการพระก็สักกันเต็มไปหมด คนดีก็มีไม่ได้เหมือนที่ผู้ใหญ่เขานิยามไว้เท่าไหร่”

                “เหตุการณ์ที่เขาล่ำลือกันว่าเฮียมีของช่วยเล่าให้หน่อยได้ไหมครับ”

                “จริงๆ แล้ว ผมน่าจะพิมพ์ลงในกระดาษแล้วถ่ายเอกสารสำหรับเรื่องราวในวันนั้นซักร้อยชุดนะ เผื่อมีใครมาถามผมจะได้แจกให้ไปเลยไม่ต้องพูดถึงร้อยครั้ง”

                เฮียหมูลูบปากและอมยิ้มหลังสิ้นสุดประโยคที่เขาตอบแบบประชดประชันกับผู้ขอสัมภาษณ์

                “มันเริ่มจากว่าผมกับคนที่ตั้งใจจะยิงผม เรารู้จักกันพอประมาณไม่ได้สนิทกันมาก แต่ได้มาคุยกันมากขึ้นผ่านจากวงสุราในซอยวัดดงนี่แหละ ผมเองมีเพื่อนอยู่แถวนี้พอควรเวลาตกเย็นหน่อยเริ่มจะตั้งวงมันก็ขับมอเตอร์ไซต์มาชวนเป็นเรื่องปกติ บังเอิญมีเพื่อนของเพื่อนคนหนึ่งชื่อ เปี๊ยก ตัวมันก็เปี๊ยกสมชื่อนั้นแหละ มันเป็นคนต่างจังหวัดไม่ได้เป็นคนในพื้นที่แถวนี้หรอก แต่พอดีมันมาพักอยู่แถวนี้มารับจ้างเป็นคนในกองถ่ายภาพยนตร์ประมาณนั้นนะเท่าที่คุยกันในวงเหล้า”

                “แล้วทำไมเขาถึงต้องมาฆ่าเฮียด้วยครับในตอนนั้นทั้งๆ ที่สถานะของเฮียแตกต่างกับตอนนี้มาก”

                นักสัมภาษณ์หนุ่มถาม

                ตำรับน้ำชาที่ถูกวางไว้ตั้งแต่แรกถูกยกขึ้นมาใช้งาน น้ำสีชาค่อยๆ ไหลลงสู่จอก เสียงน้ำไหลก้องกังวานไปทั่วห้องที่ถูกปกคลุมไปด้วยความเงียบ สายตาของนักสัมภาษณ์กับช่างภาพที่มาด้วยหนึ่งคนกำลังนั่งตั้งอกตั้งใจฟังประโยคถัดไปของเขา

                “เหล้ามันทำให้คนเสียนิสัย เมื่อดื่มเข้าไปมันเปลี่ยนคน”

                นักสัมภาษณ์หนุ่มพอเดาออกว่าคงมีเรื่องกันในวงเหล้าจนนำพาไปสู่เหตุการณ์แห่งความเป็นเฮียหมู เซียนพระแห่งพรานนก

                “ใช่ อย่างที่น้องกำลังคิดในใจนั้นแหละ เรามีเรื่องกันในวงเหล้าและไอ้เปี๊ยกมันสู้ผมไม่ได้ มันเลยแค้นและตั้งใจมาเก็บผม”

                “วันนั้นเฮียห้อยพระอะไรไปครับ”

                เฮียหมูค่อยๆ แสดงพระที่ห้อยอยู่บริเวณอกของเขาให้นักสัมภาษณ์หนุ่มและช่างภาพดู พร้อมกับข้อมูลอีกหลายอย่างที่ถูกตั้งประเด็นมาก่อนหน้าที่จะมาสัมภาษณ์พร้อมกับถ่ายรูปประกอบบทสัมภาษณ์ไปตามปกติ

                หลายปีผ่านไปในวงการเช่าพระยังมีคนพูดถึงเหตุการณ์ในบ่ายของตลาดพรานนกอยู่เสมอ โดยเฉพาะรุ่นพระที่เฮียหมูห้อยอยู่ในวันนั้นกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ใกล้เคียงกับเหตุการณ์เช่าจตุคามรามเทพที่เฟื่องฟูเหมือนในอดีตไม่มีผิด เขากลายเป็นผู้มีอิทธิพลแบบเปิดเผยในย่านนั้นและขยายกิจการอย่างอื่นไปอีกมากมาย นอกจากร้านเช่าพระชื่อดังแล้ว เขายังเปิดร้านอาหาร สนามฟุตบอล เรียกได้ว่าเขาเพิ่มมูลค่าจากการรอดตายได้อย่างเหลือเชื่อจนแม่ของเขาไม่ต้องรับจ้างทำความสะอาดตามโรงพยาบาลอีกต่อไป

                หลายปีผ่านไป หนังสือพิมพ์หลายฉบับได้ตีข่าวการสูญเสียเซียนพระรุ่นใหญ่ หลังถูกสังหารย่านตลาดพรานนกถิ่นที่เขาสร้างชื่อจากการเป็นเฮียหมูหนังเหนียวมาตลอด รายงานข่าวว่าสภาพร่างอันไร้วิญญาณของเขาถูกกระสุนหนึ่งลูกยิ่งทะลุเข้าเกือบกลางหน้าอกตัดขั้วหัวใจพอดิบพอดีและที่เลวร้ายไปกว่านั้น พระที่เขาห้อยอยู่ได้ถูกทำลายจากคมกระสุนที่ทำลายจุดกำเนิดของความมีเชื่อเสียงของเขาไปด้วย

ตำรวจกำลังดำเนินจับตัวคนร้ายอย่างหนัก ข่าวของเขาออกโทรทัศน์แทบทุกช่อง ชายตัวเล็กสวมเสื้อสีเลือดหมูอ่อนๆ นั่งอมยิ้มกับข่าวที่ออกมา

                “มึงยิ้มอะไรของมึงว่าไอ้เปี๊ยก” เพื่อนคนหนึ่งของเขาในเรือนจำถาม

                เปี๊ยกได้แต่นั่งยิ้มในข่าวการตายของเฮียหมูจากกระสุนหนึ่งนัด หลังจากนั้นเพื่อนของเปี๊ยกก็ค่อยๆ นึกถึงสาเหตุที่ทำให้เปี๊ยกได้มาเจอเขาในสถานที่ต้องกินข้าวแดงหลายมื้อในนี้

                “นั้นเฮียหมูเซียนพระดังนี้หว่า ที่มึงต้องเข้ามาอยู่ในนี้ข้อหาพยายามฆ่านิ อะไรว่ะ เขาร่ำลือกันว่าหนังเหนียว จากการถูกยิงระยะประชิดตั้งหลายนัด มึงนี่มันไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ นะ ฆ่าเขาไม่ตาย มึงติดคุก เขาเสือกรวยขึ้นเป็นเศรษฐี”

                เพื่อนเปี๊ยกหัวเราะเป็นการใหญ่

                “ไอ้หมูมันจะไม่มีวันนี้ ถ้าวันนั้นกูไม่โง่ขโมยลูกปืนจากกองถ่ายมายิงมัน”

                เสียงหัวเราะของเพื่อนเปี๊ยกยิ่งดังเข้าไปใหญ่หลังรู้ความลับของเหตุการณ์อมตะเฮียหมูเซียนพระย่านพรานนก

                ภายในวัดดงมูลเหล็ก ศาลา 3 ชื่อของนายศักดิ์สิทธ์ แสงสว่าง หรือที่ถูกเรียกขานกันว่าเฮียหมูถูกตั้งไว้พร้อมกับร่างอันไร้วิญญาณของเขาในหีบโรงที่ล้อมรอบได้ด้วยพวงหรีดจากร้านเช่าพระหลายร้านและลูกค้าหลายท่าน ไม่นานเสียงสวดก็เริ่มขึ้น เป็นเสียงสุดท้ายที่สวนทางกับเสียงปืนหลายนัดที่ทำให้เขาโด่งดังจากการโกงความตายของบ่ายวันหนึ่งในอดีต

 

 

**เรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น**

 

edit @ 20 Jun 2013 22:51:58 by OHMSIRI

บุรุษผู้นับเวลา (THE TIME KEEPER)

posted on 18 Jun 2013 14:23 by ohmsiri directory Fiction, Diary, Idea
 
     
 
  ปกภาษาไทย ฉบับแปล                               ปกภาษาต่างประเทศ
 
 

ผมซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่านในฐานะนักอ่านผู้ชื่นชอบผลงานของ มิตช์ อัลบอม ผู้เขียนหนังสือ TUESDAY WITH MORRIE

                บุรุษผู้นับเวลา (THE TIME KEEPER) นับเป็นผลงานลำดับ 4 ของเขา ต่อจาก TUESDAY WITH MORRIE , THE FIVE PEOPLE YOU MEET IN HEAVEN (BOOK & MOVIE) , FOR ONE MORE DAY

                เนื้อหาในเล่มนี้ที่อัลบอมเขียนเป็นโครงเรื่องที่เชื่อมความสัมพันธ์ของห้วงเวลาจากบุคคลในอดีตที่พยายามคิดค้นหนทางการบอกเวลาจนนำเข้าไปสู่สถานที่แห่งหนึ่งจากการทำผิดกฎบางอย่างซึ่งทำให้เขาได้พบกับความสามารถในการควบคุมเวลาและมองเห็นพฤติกรรมจากตัวละครที่อัลบอมกำหนดเชื่อมโยงไว้ให้มีความสัมพันธ์ต่อกันในการดำเนินเรื่อง

 

MITCH ALBOM


                แท้จริงแล้วการนำเรื่องของโครงสร้างเรื่องเวลามาถ่ายทอดในการเล่าเรื่อง ผมเองจะเฉยเมยกับโครงเรื่องแบบนี้พอสมควร นอกเสียจากจะมีวิธีการเล่าหรือดำเนินเรื่องสนุกๆ ไม่ว่าจะฉาก ตัวละคร สถานการณ์ หรือเงื่อนไขต่างๆ อย่างในภาพยนตร์มีหลายเรื่องที่เน้นถึงความสัมพันธ์และความสำคัญของเวลาสำหรับมนุษย์ที่อาจมีผลต่อการตัดสินใจต่อผลกระทบแก่ตัวเองและบุคคลข้างเขียน (ซึ่งในเรื่องก็มีเขียนถึงต่อความพยายามเป็นอมตะของชายผู้ชื่อ วิกเตอร์ เดอลามอนเต้ กับ เกรซ )

                ความคาดหวังเกิดขึ้น แม้ประเภทของสื่อที่ถูกถ่ายทอดด้วยความแตกต่างในด้านช่วงเวลาที่ผมเคยเสพมาอย่าง CLICK , INCEPTION , BENJAMIN BUTTON, IN TIME ฯลฯ  ล้วนตื่นเต้นและมีอารมณ์ขันกันไปตามแบบเฉพาะการดำเนินเรื่อของตัวละครและสไตล์งานเขียนบทภาพรวมต่อทิศทางของหนัง

                เมื่อมาถึง THE TIME KEEPER ผมเองก็คาดหวังว่าอัลบอมจะทำให้ผมวางหนังสือเล่มนี้ไม่ลง การดำเนินเรื่องนี้ของเขาดำเนินไปอย่างไม่หวือหวา เขาค่อยๆ เรียบเรียงช่วงเวลาอย่างเป็นธรรมชาติ หมายความว่าไล่ไปตั้งแต่อดีตไปจนถึงปัจจุบัน (ดอร์ - ซาราห์ - วิกเตอร์)  และแบ่งสภาพปัญหาทางวัยไม่ว่าจะเป็นความรักและปลายทางของความตายแต่ยังอยากเป็นอมตะที่เขียนอิงถึงระบบวิทยาศาสตร์ต่อการสตาฟร่างกายเอาไว้ด้วยความเย็น

                อัลบอมเขียนเล่าถึงปูมหลังของตัวละครในเรื่องซึ่งมีไม่เยอะเท่าไหร่มากพอสมควร แม้ในหนังสือเล่มนี้จะจัดเป็นรูปแบบที่อ่านง่ายด้วยการแบ่งบทออกถึง 81 บท (รวมบทส่งท้าย) แต่สิ่งที่เหนื่อยหน่ายและน่าเบื่อไปหน่อยคือ การเกริ่นที่เยอะมากเกินไปสำหรับการดำเนินเรื่อง ตรงนี้ผมอาจไม่ได้พูดถึงรายละเอียดที่พูดเขียนอาจจะพยายามเน้นอย่างพิถีพิถันเป็นพิเศษก็ได้ แต่หากมองในมุมของความบันเทิงกลับเรียบง่ายและนิ่งเฉยพอสมควร สุดท้ายกว่าตัวละครหลักๆ จะมาพบกันด้วยการพูดคุยเรื่องของปัญหาและความสอดคล้องของมิติด้านเวลาก็เกือบจะจบเล่มเอาเสียแล้ว แต่อย่างไรก็ตามประโยคสนทนาหนึ่งที่ผมชื่นชอบต่อความต้องการเป็นอมตะของ วิกเตอร์ เดอลามอนเต กับดอร์ บุรุษอดีตกาลผู้คุมเวลาที่หลุดมายังโลกปัจจุบัน  

 ดอร์กล่าวกับวิกเตอร์ผู้ต้องการอยากเป็นอมตะว่า

ดอร์ :  “มีเหตุผลว่าทำไมพระเจ้าจึงจำกัดวันเวลาของเรา”   

วิกเตอร์ : “ทำไม”

ดอร์ : “เพื่อทุกนาทีจะได้มีค่า”

 

บรรณานุกรมภาพ

ปกภาษาไทย http://www.amarinpocketbook.com/Book_Detail.aspx?BID=4286

ปกภาษาต่างประเทศ http://dullumfile.areavoices.com/files/2012/09/THE-TIMEKEEPER.jpg

ภาพอัลบอม http://dullumfile.areavoices.com/2012/09/13/mitch-albom-5/



edit @ 18 Jun 2013 14:37:02 by OHMSIRI